5/21/11

ความสุขประจำปีที่หาดแม่พิมพ์ระยอง
























วันที่ 14-15 พฤษภาคม 2554: ความสุขประจำปีที่หาดแม่พิมพ์ระยอง : ผม นายพันธุ์ทอง จันทร์สว่าง ไปพร้อมกับ นายวิทยา เพชรรัตน์ สาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว นำคณะ จาก สำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว และครอบครัว

เช้าทีมงานอุบลจินดาทัวร์ นำคณะเรา แวะอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม อโยธยา กรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา ระหว่างนั่งรถผ่าน วงเวียนเจดีย์ นายสมร พลทิพย์ บอกกับ ภก.กฤษฎา จักรไชย คนที่ร่วมเดินทางไปว่า ผมเห็นตัวเลข 50 บนเจดีย์นั้น พร้อม โทร. ไปบอก พี่สาว ที่ กรุงเทพฯ ให้สี่ยงโชคด้วย 30 บาทหลังจากนั้น เที่ยวชมพระที่นั่ง อนันตสมาคม และ พิพิธภัณฑ์ พระที่นั่ง วิมานเมฆ แล้ว ออกเดินทางไปที่พักโรงแรม ชาย ทะเล หาดแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง และ มีงานเลี้ยง ร่วมรับประทานอาหารเย็น ร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศ อันอบอุ่น ด้วยมิตรภาพ และความรักในครอบครัว สำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว ของเรา ขากลับ แวะ ให้ทีมงาน ละลายทรัพย์ ณ ตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ กลับถึงบ้าน ตีหนึ่งกว่าๆ ถือเป็น

ความสุขประจำปีที่หาดแม่พิมพ์ระยอง ของพวกเรา ชาว สาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว

มิมานเมฆ: วิมานบนผืนดินไทย







วันที่ 14 พฤษภาคม 2554: มิมานเมฆ: วิมานบนผืนดินไทย: ผม นายพันธุ์ทอง จันทร์สว่าง ไปพร้อมกับ นายวิทยา เพชรรัตน์ สาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว นำคณะ จาก สำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว และครอบครัว เข้าเยี่ยมชม พระที่นั่ง วิมานเมฆ

พระที่นั่ง วิมานเมฆ องค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ ยาวด้านละ 60 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้นตรงส่วนที่ประทับซึ่งมีรูปร่างเป็นแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลายที่เรียกว่าขนมปังขิง

สำหรับพระที่นั่งวิมานเมฆนี้จะแบ่งเป็นห้องชุดต่างๆ 5 สีด้วยกัน คือสีฟ้า เขียว ชมพู งาช้าง และสีลูกพีช (ชมพูอมส้ม) แต่ละห้องจะจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 5 รวมถึงเจ้านายชั้นสูง เช่น ห้องสีเขียว เป็นห้องเครื่องเงินจากประเทศจีน ส่วนชั้นสองเป็นห้องทรงงานของรัชกาลที่ 5 และห้องบนชั้นสามจะเป็นห้องบรรทม แต่ห้องที่งดงามที่สุดในพระที่นั่งวิมานเมฆเห็นจะเป็นห้องท้องพระโรง ที่มีบรรยากาศขรึมขลังอลังการมากที่สุด

พระที่นั่งถาวรองค์แรกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นภายในสวนดุสิต คือ พระที่นั่งวิมานเมฆโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2443 โดยมีพระบรมราชโองการให้รื้อย้ายพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ จากพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชังมาปลูกสร้างขึ้นใหม่ มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงกำกับการออกแบบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการเฉลิมพระที่นั่งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานจากพระบรมมหาราชวังมาประทับเป็นการถาวร ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นเวลาถึง 5 ปี จนการก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถานเสร็จสมบูรณ์ในปีพุทธศักราช 2449 จึงทรงย้ายไปประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 แม้ว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการบูรณะซ่อมแซมพระที่นั่งวิมานเมฆหลายครั้ง เช่น การซ่อมเปลี่ยนสายไฟฟ้าภายในองค์พระที่นั่ง การซ่อมเสามุขศาลาท่าน้ำเป็นต้น แต่ในที่สุดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา พระที่นั่งวิมานเมฆก็ใช้เป็นเพียงสถานที่เก็บราชพัสดุของสำนักพระราชวังตลอดมาถึง 50 ปี

จนถึงพุทธศักราช 2525 ในมหามงคลสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงสำรวจและพบว่าพระที่นั่งวิมานเมฆยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ประณีตงดงามและยังมีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ รวมถึงศิลปวัตถุส่วนพระองค์เป็นจำนวนมาก จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บูรณะซ่อมแซมเพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อเป็นมรดกของชาติสืบไป

ขอบคุณ ข้อมูล ดีๆ จาก http://www.vimanmek.com

ประทับใจไม่รู้ลืม:พระที่นั่งอนันตสมาคม












วันที่ 14 พฤษภาคม 2554: ประทับใจไม่รู้ลืม:พระที่นั่งอนันตสมาคม : ผม นายพันธุ์ทอง จันทร์สว่าง ไปพร้อมกับ นายวิทยา เพชรรัตน์ สาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว นำคณะ จาก สำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว และครอบครัว เข้าเยี่ยมชม พระที่นั่งอนันตสมาคม สนองนโยบาย ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จัดให้มีวันหยุดยาว วันที่ 13-17 พฤษภาคม 2554 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในช่วง Long Weekend นี้

.. สรุปย่อได้ความว่า พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงวางศิลาพระฤกษ์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ในรัชมงคลสมัยที่ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 40 ปี

พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบทอดจากพระราชชนก และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำเนินการก่อสร้างต่อตามพระราช ประสงค์จนสร้างเสร็จบริบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2458 รามเวลาในการก่อสร้าง 8 ปี สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ 15 ล้านบาท

ชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นห้องโถงยาวประดับตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยลวดลายแปลกตา ตั้งแต่เพดานซึ่งประกอบ ด้วยส่วนโค้งเชื่อมจากหัวเสาทั้งสองด้านเป็นระยะๆ เสาสร้างด้วยหินอ่อนทั้งต้นมีทั้งเสาแบบนูนเด่นและเสาแบบลอยตัว ที่หัวเสาสลักด้วย ลวดลายใบไม้อันสวยงาม ซึ่งเป็นแบบที่นิยมใช้กันมากตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ เรียกว่า "แบบโครินเธียน" นอกจากนี้เหนือทวารที่จะผ่านแต่ละห้อง ยังตกแต่งด้วยรูปปั้นตุ๊กตาฝรั่งซึ่งเป็นศิลปะแบบโรมัน

บนเพด้านโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคม มีศิลปกรรมที่น่าสนใจคือ ภาพเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นฝีมือเขียนภาพของ นายริกุลี่ ช่างเขียนชาวอิตาลี ส่วนภาพเขียนบนเพดานโดมของพระที่นั่งฯ เป็นภาพแสดงถึงพระราชกรณียกิจในเหตุการณ์สำคัญๆของ พระมหากษัตริย์ไทยในพระบรมราชจักรีวงศ์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 6 กล่าว คือ

เพดานโดมทางด้านทิศเหนือ เป็นภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมัยเมื่อยัง ดำรงพระยศ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสด็จกลับจากราชการทัพเมืองเขมร บรรดาพสกนิกรทั้งหลายพากันไปกราบบังคมทูลอัญเชิญ ให้ทรงรับราชสมบัติปกครองแผ่นดิน อันนับเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จักรี เพดานโดมด้านทิศตะวันออกของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ประทับ ณ พระที่นั่งบุษบกมาลาที่มุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาประสาท เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเมื่อปีพุทธศักราช 2454

ที่เพดานโดมด้านทิศใต้ของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานอภัยทาน และทรงยกเลิกประเพณีทาสในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง

เพดานด้านใต้ของโดมทิศตะวันออก เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ด้านหลังเป็นการก่อสร้างพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ที่ทรงพระราชดำริสร้างเพิ่มเติมให้สูง ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นศรีสง่าแก่พระนครหลวง

เพดานโดมด้านทิศตะวันตก เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับเบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์ แวดล้อมด้วยพระภิกษุและนักบวชต่างชาติศาสนานิกายต่างๆ ซึ่งได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ทั้งสองข้าง แสดงนัยแห่งพระราชจรรยา ที่ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา โดยไม่รังเกียจกีดกัน

ส่วนเพดานด้านเหนือของโดมทิศตะวันออก เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบ พระนครทางสถลมารค ฉากหลังเป็นภาพป้อมเผด็จดัสกร พระมหาเจดีย์ในวัดพระเชตุพน ฯ และพระมหาปราสาทราชมณเฑียรใน พระบรมมหาราชวัง ซึ่งได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ก่อสร้างและบูรณะให้สวยงามขึ้น

ใต้โดมกลาง ซึ่งเป็นโดมใหญ่ที่สุดมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ "จ.ป.ร" ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระราชดำริก่อสร้าง พระที่นั่งอนันตสมาคมที่เพดานนับจากใต้โดมตลอดทั้งบริเวณท้องพระโรงกลาง มีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ "จ.ป.ร " สลับกับ "ว.ป.ร." อันเป็นพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พระที่นั่งอนันตสมาคมได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ

ในส่วนกลางของพระที่นั่งอนันตสมาคม ใต้โดมกลางเป็นท้องโถงใช้ในการประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ มีพระที่นั่งพุทตานกาญจนสิงหาสน์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายใต้พระนพปฏลมหาเศวตฉัตร

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

http://www.panyathai.or.th/

ส่วนที่ประทับใจมากๆคือ งาน "ศิลป์แผ่นดิน " จัดแสดงศิลปหัตถกรรม ที่วิจิตรงดงาม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อราษฎรไทยในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ อีกทั้ง เพื่ออนุรักษ์งานหัตถกรรมไทยโบราณ ตลอดจนเผยแพร่ผลงานอันทรงคุณค่าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างงดงาม โดยฝีมือลูกหลานชาวนา ชาวไร่

ซึ่ง เป็น งานศิลป์ ฝีมือประณีตจำนวนมาก ที่โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ได้จัดทำขึ้นหลายรายการ อาทิ บุษบกห้ายอดไม้แกะสลัก พระที่นั่งพุดตานถมทอง พระที่นั่งพุดตานคร่ำทอง วอสีวิกากาญจน์ เรือศรีสุพรรณหงส์ ฉากผ้าปักป่าหิมพานต์ ฉากไม้แกะสลักตำนานนพรัตน์ ภาพเขียนสุเรนทรจรจักรวาฬ โคมระย้าแต่งปีกแมลงทับ แผ่นลิเภาสานลายผ้าโบราณ ฯลฯ

ทุกคนที่ได้ไปเยี่ยมชมจะบอกว่า ภาคภูมิใจกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรมและผลงานในความเป็นไทยมาก และ หากมีโอกาสจะพาครอบครัว พ่อ แม่ลูก มาเที่ยวชมให้เต็มตาต่อไป

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ ดีๆจาก

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=noiwan-wannoi&month

ปลูกต้นไม้ฤกษ์ดีวันพืชมงคลปี 2554


วันที่ 13 พฤษภาคม 2554: กลางวันภารกิจครอบครัวจันทร์สว่างเรา ทำงานบ้าน และ พาลูกๆ ไปปลูกต้นไม้ที่ไร่ ในวัน ปฐมฤกษ์ ที่ดี สำหรับการทำการเกษตรประจำปี เนื่องในวันพืชมงคล ประจำปี 2554

ซึ่ง วันนี้ ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปีนี้ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะ พร้อม ข้าราชการ ประชาชนมารอรับเสด็จจำนวนมาก

ทั้งนี้ การเสี่ยงทายโดยให้พระโคฟ้าและพระโคใส กินของเลี้ยง 7 สิ่ง ผลปรากฏว่า พระโคกินหญ้าและเหล้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าบริบูรณ์พอควร อาหารสมบูรณ์ การคมนาคม-ค้าขายต่างประเทศดีขึ้น ส่วนผลเสี่ยงทายพระยาแรกนา (นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)เสี่ยงได้ผ้า5 คืบ พยากรณ์ว่าน้ำปริมาณพอดี

ตอนเย็น ไปสมทบ กับ นายวิทยา เพชรรัตน์ สาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว นำคณะ เจ้าหน้าที่ จาก สำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว และครอบครัว เพื่อไป ทัศนศึกษาดูงาน ณ พระที่นั่ง อนันตสมาคม และ พิพิธภัณฑ์ พระที่นั่ง วิมานเมฆ กรุงเทพมหานคร สนองนโยบาย ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จัดให้มีวันหยุดยาว วันที่ 13-17 พฤษภาคม 2554 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในช่วง Long Weekend นี้

ความก้าวหน้า รพ.สต.จะถึง8ชำนาญการพิเศษ





วันที่ 12 พฤษภาคม 2554: ความก้าวหน้า รพ.สต.จะถึง8ชำนาญการพิเศษ: ภาคเช้า ผม นายพันธุ์ทอง จันทร์สว่าง เข้าร่วมประชุมโครงการ สนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งทางสุขภาพ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ณ ห้องพญาแถน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร ประธานการประชุม โดย นพ.จิณณพิภัทร ชูปัญญา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยโสธร
ภาคบ่าย ตรวจสอบเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการ สนับสนุนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(โครงการไทยเข้มแข็ง) ซึ่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแต่ละแห่ง ต้องจัดทำให้ถูกต้อง ครบถ้วน ตามแผนงาน โครงการที่เสนอ ทั้งด้านการปรับปรุงอาคาร สถานที่ จัดซื้อ วัสดุ ครุภัณฑ์ ตามความต้องการของแต่ละแห่ง ซึ่งขอชื่นชมว่า พวกเรา ทั้ง นายสุรินันท์ จักรวรรณพร หัวหน้างาน นางสุภาภรณ์ เกษมณี พนักงานธุรการ และ รพ.สต.ทุกแห่ง ได้ร่วมมือกันจัดทำได้ถูกต้อง แม้ว่าจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้อง มากกว่าโครงการปกติทั่วไปก็ตาม
เมื่อมีงานที่ท้าทายเข้ามา ผมมองในแง่ดีว่า โครงการไทยเข้มแข็ง จะทำให้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล( รพ.สต.)เข้มแข็ง เพราะ มีแนวโน้มว่า การทำงานที่ต้องใช้ความสามารถมากขึ้นนี้ เป็นจุดเริ่มต้นว่า พวกเรา ชาว รพ.สต. จะมีความเจริญก้าวหน้า ในอนาคตอันใกล้นี้ครับ
ผมมีประวัติศาสตร์ งานที่ท้าทายของพวกรา มาเป็น เหตุผลประกอบ คร่าวๆ ดังนี้
วิวัฒนาการ ความก้าวหน้า ใน สถานีอนามัย ความก้าวหน้า ใน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล( รพ.สต.)
เมื่อก่อน สถานีอนามัย ไม่มีตำแหน่ง หัวหน้า สอ. ยังไม่ค่อยมีรายงานมากมายนัก มีเฉพาะ สรุปผลบันทึกการปฏิบัติงานประจำเดือน (รายงาน 400) และรายงานเฉพาะกิจอีกเล็กน้อย จนท. สตรี มีความก้าวหน้า สูงสุดเพียง ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ ระดับ 3 หรือ เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์สาธารณสุขระดับ 3 ส่วน จนท. ผู้ชาย ก็สูงสุดที่ เจ้าหน้าที่ สุขาภิบาล ระดับ 3 เท่านั้น จนมี Slogan ยอดฮิต ในสมัยนั้นว่า ความเจริญก้าวหน้าไม่ และ ซี ก็ตัน
( เปรียบเทียบ กับในโรงเรียน ครูใหญ่ระดับ 4-5)
ปี 2529 กระทรวงสาธารณสุข ให้ สถานีอนามัยจัดทำรายงานด้านการเงิน 401 404 407 รายงานด้าน ยา เพิ่มเติม จนท. ที่ปฏิบัติงาน ใน สถานีอนามัย ซึ่ง มี เพียง แห่ง ละ 1-2 คน ส่วนหนึ่ง บ่นว่า เพิ่มภาระงาน ให้กับตนเอง ส่วนมาก มองในแง่ดีว่า ต้องเตรียมความพร้อมรับความเจริญก้าวหน้า กลุ่มที่เตรียมความพร้อม ได้รับการคัดเลือก ให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 4 ) ซึ่ง เป็นตำแหน่งที่ มีกรอบโครงสร้าง ของ กพ.
เจ้าหน้าที่อื่นๆ คนที่ เรียนจบหลักสูตร 2 ปี ก็ ได้รับการเลื่อนระดับ เป็น เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนระดับ 4
ส่วนคนที่มีวุฒิการศึกษาไม่ครบ กระทรวง จัดฝึกอบรมเพิ่มเติมให้ แล้ว เลื่อนระดับ เป็น เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนระดับ 4 ( เปรียบเทียบ กับในโรงเรียน ครูใหญ่ระดับ5-6 )
ปี 2533 กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบาย ขยายสถานบริการบริการในระดับสถานีอนามัย ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตำบล ทั่วประเทศไทย และ มีนโยบายสร้างส้วมราดน้ำให้กับประชาชนให้ครบทุกหลังคาเรือน(ส้วม 100%) พร้อมมีโครงการพัฒนาอื่นๆ เช่น การณรงค์งดสูบบุหรี่ โครงการขจัดหนอนพยาธิ โครงการบัตรประกันสุขภาพ โครงการ บัตร สปร. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพงานอนามัยแม่และเด็ก เพิ่มประสิทธิภาพงานอนามัยโรงเรียน เช่นเดิมครับ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่ง บ่นว่า เพิ่มภาระงาน ให้กับตนเอง แต่เจ้าหน้าที่ส่วนมาก มองในแง่ดีว่า ต้องเตรียมความพร้อมรับความเจริญก้าวหน้า กลุ่มที่เตรียมความพร้อม ได้รับการเลื่อนความเจริญก้าวหน้า ให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 5 ) เจ้าหน้าที่อื่นๆ ก็ ได้รับการเลื่อนระดับ เป็น เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนระดับ 5
( เปรียบเทียบ กับในโรงเรียน บางโรงเรียนกำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการ ระดับ 7 แล้ว )
ส่วน เจ้าหน้าที่ ที่พัฒนา ตนเอง มี ความก้าวหน้าสูงสุด ในยุคนี้ คนที่จบปริญญาตรี และสามารถ สอบ ผ่าน ภาค ก. ภาค ข. ภาค ค. ที่ กพ. จัดสอบ จะได้รับการบรรจุ เป็นนักวิชาการ ซึ่ง ในระดับอำเภอ มี เพียง ใน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ เรียกว่า นักวิชาการสาธารณสุข 6 ว. และ ใน โรงพยาบาล เรียกว่า นักวิชาการสุขาภิบาล 6 ว.
ปี 2536 รัฐบาล นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินงานตาม โครงการ ทศวรรษการพัฒนาสถานีอนามัย เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงาน ใน สถานีอนามัย ในหลายๆด้าน พร้อมกันนั้น ได้เน้นการปฏิบัติงาน ในชุมชน ภายใต้โครงการ สุขภาพดีถ้วนหน้า เมื่อปี 2543 (โครงการ HEALTH FOR ALL by The Year 2000) เพิ่มคุณภาพงานระบาดวิทยา พร้อม มีนโยบาย เพิ่มประสิทธิภาพงานข้อมูลข่าวสาร ให้มีประสิทธิภาพ (ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา) เป็นที่มาของ รายงานสารพัดรายงาน จน เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงาน ในสถานีอนามัย แทบจะจำไม่ได้ว่าต้องส่งรายงานอะไรบ้าง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอต้อง ทำหนังสือปะหน้าให้ว่า มีรายงานปกติ และรายงานเฉพาะกิจใดบ้างที่ต้องส่ง เพราะ แต่ละ กรม กอง จะ มีแบบฟอร์ม รายงานของ ตนเอง และ ทุกรายงาน มีจุดเริ่มมาจาก ระดับ สถานีอนามัยทั้งนั้น
เช่นเดิมครับ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่ง บ่นว่า เพิ่มภาระงาน ให้กับตนเอง แต่เจ้าหน้าที่ส่วนมาก มองในแง่ดีว่า ต้องเตรียมความพร้อมรับความเจริญก้าวหน้า กลุ่มที่เตรียมความพร้อม ได้รับการเลื่อนความเจริญก้าวหน้า ให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 6 ) ซึ่ง เป็นตำแหน่งเดียวกันกับ สาธารณสุข กิ่ง อำเภอ เลยทีเดียว
เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ไม่จบปริญญาตรี ก็ ได้รับการเลื่อนระดับ เป็น เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนระดับ 6
( เปรียบเทียบ กับในโรงเรียน กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการ ระดับ 7 ทุกแห่ง )
สายงานสาธารณสุข เจริญ ก้าวหน้ามากที่สุดในยุคนี้ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ประจำสถานีอนามัย ทั้ง นักวิชาการสาธารณสุข และ พยาบาลวิชาชีพ มีความก้าวหน้าได้ ถึง ระดับ 7 เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุขมา โดย เจ้าหน้าที่ ที่พัฒนา ตนเอง มี ความก้าวหน้าสูงสุด ในยุคนี้ คนที่จบปริญญาตรี และสามารถ สอบ ผ่าน ภาค ก. ภาค ข. ภาค ค. ที่ กพ. จัดสอบ จะได้รับการบรรจุ เป็นนักวิชาการสาธารณสุข 7 ว. ซึ่งเป็นครั้งแรก ที่ มีตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข ประจำ สถานีอนามัย ที่มีความก้าวหน้า ระดับ เดียวกัน กับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ซึ่ง สาธารณสุขอำเภอซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ก็ ดำรงตำแหน่ง ระดับ 7 เท่ากัน คือตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 7
ปี 2545 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข ประกาศดำเนินงานตามโครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Covrrage:UC) เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงาน ใน สถานีอนามัยให้สูงขึ้นไปอีก ในหลายๆด้าน และ นำ เรื่อง คุณภาพ มาตรฐาน การบริการ และ Infection Control IC พร้อมกันนั้น ได้ นำ ระบบรายงาน ผ่าน โปรแกรม คอมพิวเตอร์ ต่างๆ มาใช้ งาน เป็นจำนวน รายงานสารพัดรายงาน เดิม แปลงมาเป็น สารพัด โปรแกรม ที่เจ้าหน้าที่ ต้องบันทึก เป็น อีก ยุคหนึ่ง ที่ เจ้าหน้าที่ สถานีอนามัย ได้รับการพัฒนา ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ ไปโดยปริยาย และ สถานีอนามัยทุกแห่ง มีคอมพิวเตอร์ใช้
ให้ความสำคัญด้านบุคลากร กำหนดตำแหน่ง อื่นๆ ใน สถานีอนามัย ทั้ง พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข และ เจ้าพนักงานเภสัชกรรม เป็นต้น
ส่วน หัวหน้าสถานีอนามัย ยังคงดำรง ตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 6 )
( เปรียบเทียบ กับในโรงเรียน กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการ ระดับ 8 ทุกแห่ง )
ส่วนน้องๆ นักวิชาการสาธารณสุข และ พยาบาลวิชาชีพ สามารถ ก้าวหน้าได้ถึง ระดับ 7
พยาบาลวิชาชีพ ได้รับเงินเพิ่มประจำตำแหน่ง อีกเดือนละ 3,500 บาท
เป็นจุดกำเนิด ให้เกิด สภาวะ ขาด คน ที่จะพัฒนา ไป เป็น หัวหน้าสถานีอนามัย ซึ่งเป็น ภาวะ วิกฤติ ของ สถานีอนามัย เพราะ หัวหน้าสถานีอนามัย คือคนที่มีความรู้ ความสามารถ เกือบ ครึ่ง จะขอ เปลี่ยน ตำแหน่ง จาก หัวหน้า ไปเป็นตำแหน่งลูกน้อง คือ ขอไปบรรจุเป็น นักวิชาการสาธารณสุข เพราะต้องการ เลื่อนเป็นระดับ 7 ส่วนตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 6 ) นั้น โดย แทนที่ จะเป็นตำแหน่งแห่งเกียรติยศ และ คุณ ค่าของ สถานีอนามัย นั้น ส่วนหนึ่ง กลับกลายเป็นว่า ในยุคนี้ สมัยนี้ ตำแหน่ง ตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย ตาม จ. 18 กลายเป็นตำแหน่ง รองรับ สำหรับ คนที่ไม่ มีคุณวุฒิปริญญา ( ในชิง Negative แล้ว ยุคคนี้ หลายคนบอกว่า เป็นตำแหน่งเหลือเลือก) ซึ่ง ในทางปฏิบัติ ในยุคนี้ คือ ลดตำแหน่งหัวหน้าไปเป็นตำแหน่งลูกน้อง เอาลูกน้องไปกำหนดเป็นหัวหน้า โดย คนที่ ดำรง หัวหน้าสถานีอนามัย ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 6 ) ต้องการที่จะ เลื่อนเป็นระดับ 7 ก็พัฒนาตนเอง เรียนต่อ จบปริญญา แล้ว สอบเปลี่ยนสายงานเป็น นักวิชาการสาธารณสุข ซึ่งมีความก้าวหน้าได้ถึงระดับ 7 แล้ว เอาตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 6 ) ให้กับลูกน้องแทน ก่อให้เกิดความโกลาหลในการบริหารงานมากพอสมควร
ปี 2550 รัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ จุลลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศดำเนินงานตามโครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Covrrage:UC) ให้ประชาชนทุกคนรักษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงาน ใน สถานีอนามัยให้สูงขึ้นไปอีก ในหลายๆด้าน และ นำ เรื่อง มาตรฐาน HCA เปลี่ยนจาก ระบบรายงาน ผ่าน โปรแกรม คอมพิวเตอร์ ต่างๆ มา เป็น ระบบรายงาน ผ่านระบบ Internet และ โปรแกรม สำเร็จรูป แบบรวมฐานข้อมูล เรียกว่า Health Center Information System : HCIS)
สถานีอนามัย นกจากจะมี เครื่องคอมพิวเตอร์ PC ใช้แล้ว ทุกแห่ง ยังมี Note Book Computer ใช้ ในการปฏิบัติงาน และ กำหนดตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัยระดับ 7 ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 7 ) ใน สถานีอนามัยที่มีปริมาณงานมาก
( เปรียบเทียบ กับในโรงเรียน กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการ 8 ทุกแห่ง และ ระดับ 9 ในบางแห่งแล้ว)
พยาบาลวิชาชีพ ใน สถานีอนามัย นอกจากจะ ได้รับเงินเพิ่มประจำตำแหน่ง อีกเดือนละ 3,500 บาท แล้ว ยังได้รับเงิน พตส.เพิ่มเติมอีกเดือนละ 1,000-2000 บาท
ปี 2552 รัฐบาล นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศ ยกระดับ การ การพัฒนา สถานีอนามัย เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล( รพ.สต.) เพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงานในหลายๆด้านตามมาตรฐาน PCA การบริการดี การบริหารจัดการดี โครงสร้างและสภาพแวดล้อมดี สนับสนุน บุคลากร ให้ มีเจ้าหน้าที่ ให้บริการ ในลักษณะ สหวิชาชีพ การทำงานเป็นเครือข่าย ที่ดี ทั้ง โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล( รพ.สต.)
ตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย6 ( เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 6 ) สำหรับ คนที่ จบปริญญาตรี ปรับเปลี่ยนเป็น นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำหรับ คนที่ ไม่จบปริญญาตรี ทั้งหมด ปรับเปลี่ยนเป็น เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน
ตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัย7 (เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 7 ) สำหรับ คนที่ จบปริญญาตรี ปรับเปลี่ยนเป็น นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำหรับ คนที่ ไม่จบปริญญาตรี ปรับเปลี่ยนเป็น เจ้าพนักงานสาธารณสุขอาวุโส
เจ้าหน้าที่ ทุกตำแหน่ง ใน สถานีอนามัย ได้รับค่าตอบแทน รายเดือน เพิ่มเติมอีก เดือนละ 900-1,800 บาท และ 600-1,200 บาท)
สำหรับตำแหน่ง หัวหน้าสถานีอนามัยนั้น นายวิทยา แก้วภราดรัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้กำหนดโยบาย การพัฒนา สถานีอนามัย เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล( รพ.สต.) ประกาศคืนเกียริยศ และศักดิ์ศรี ให้กับ หัวหน้าสถานีอนามัย ให้มีเกียรติและความภาคภูมิใจในตำแหน่ง โดย เปลี่ยนการเรียกชื่อ จาก หัวหน้าสถานีอนามัย เป็น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( ผอ.รพ.สต.) ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คนต่อมา ได้ สานต่อ นโยบาย ประกาศ ให้ สถานีอนามัยทุกแห่ง พัฒนา เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทุกแห่ง ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 พร้อมสนับสนุนงบประมาณ ตามโครงกานนี้ทั่วประเทสกว่า 7,000 ล้านบาท

ที่กล่าวมาทั้งหมด ผมมองเห็นว่า โครงการ สนับสนุนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(โครงการไทยเข้มแข็ง) จะเป็น จุดกำเนิด ให้ พวกเรา ชาว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล( รพ.สต.) ทุกคนเจริญก้าวหน้า โดยถ้วนหน้ากัน ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมเชื่อมั่นว่า พวกเราจะได้สัมผัสกับ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( ผอ.รพ.สต.) ระดับชำนาญการพิเศษ และนั่นหมายถึงว่า พวกเรา ชาว รพ.สต. จะได้ก้าวหน้า ถึง ระดับ 8 หรือ ระดับ ชำนาญการพิเศษ ครับ ผม..ฟันธง...
( เปรียบเทียบ กับในโรงเรียน กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการ 8 ทุกแห่ง และ ระดับ 9 ในบางแห่ง ส่วนครูสายผู้สอน กำหนด เทียบเท่าระดับ 9 ทุกคน)

พยาบาลวิชาชีพ เป็น ผอ.รพ.สต. ได้หรือไม่  ดูคำตอบได้ที่ นี่



Positive Thinking ที่ดี ที่ได้ยินบ่อยๆ พลิกวิกฤติ ให้เป็น โอกาส หรือ .. แปลปมด้อย ให้เป็นกำลังใจ ... ยังคงใช้ได้เสมอครับ ...

พลังสามัคคี:กรรมการกองทุนสุขภาพพื้นที่คำเขื่อนแก้ว













วันที่ 11 พฤษภาคม 2554: ประชุมคณะกรรมการกองทุนสุขภาพพื้นที่ ผมนายพันธุ์ทอง จันทร์สว่าง นายสุรินันท์ จักรวรรณพร หัวหน้างานประกันสุขภาพ และคณะ จัดประชุมคณะกรรมการกองทุนสุขภาพพื้นที่ จาก ทุกกองทุน ทั้ง 14 กองทุน ในเขต อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร

เปิดการประชุม โดย นายสุพิช สามารถ ปลัดอำเภอ(อาวุโส)อำเภอคำเขื่อนแก้ว ดำเนินการประชุม โดย นายวิทยา เพชรรัตน์ สาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว วิทยากรพิเศษ โดย นพ.จักราวุธ จุฑาสงฆ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว

มี นายกเทศบาล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัด เทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผอ.รพสต. และกรรมการ กองทุน เข้าร่วมประชุม โดยพร้อมเพรียงกัน บรรยากาศ การทำงานร่วมกันเป็นไปด้วยความอบอุ่น นอกจาก ทีมงาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง แล้ว

ผู้เข้าร่วมประชุม เช่น ท่าน บุญจันทร์ สืบวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต ). ดงเจริญ

ท่านสินอุดม ศิลารักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต . ) ดงแคนใหญ่

ท่านอุดร สมจิตร นายก องค์การบริหารส่วนตำบล( อบต . ) ย่อ

ท่าน ภานุมาศ แก้วพิลึก นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต ). นาคำ

ท่านภานุพงศ์ มุ่งงาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต ). นาแก

ท่านอาคม สีดาจิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต ). ทุ่งมน

ท่าน ณัฐชนก โคตรภักดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต ). โพนทัน

กำนันสุบรรณ สายสวาท กำนันตำบลสงเปือย

นายประสิทธิ์ รวมธรรม กำนันตำบลดงแคนใหญ่

นายประพนธ์ โตจำเริญ นายกเทศมนตรีตำบลคำเขื่อนแก้ว

ท่านวิชัย ไกยราช นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต ). กุดกุง

นายทองเจริญ เอกบุญ ปลัดเทศบาลตำบลคำเขื่อนแก้ว

ท่านประดิษฐ์ภัท เหล็กกล้า ปลัด องค์การบริหารส่วนตำบล ดงแคนใหญ่

ปนัดดา ดวงงาม ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาคำ

ท่านกำนัน นิยม สร้อยหล้า กำนัน ตำบลกุดกุง เป็นต้น